Wednesday, July 22, 2026

“อดีตนายกแพทยสภา” เคลื่อนไหว ตรง ๆ กรณี “ครูทราย” ล่าสุด


นพ.อำนาจ กุสลานันท์ อดีตนายกแพทยสภา ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก อำนาจ กุสลานันท์ ระบุว่า

ตามที่เป็นข่าวอยู่ในสื่อต่างๆ รวมทั้งมีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างต่อเนื่องกันหลายวัน ติดต่อกันมา ในกรณีที่มีผู้ป่วยเสียชีวิตที่โรงพยาบาลของมูลนิธิแห่งหนึ่งนั้น ขณะนี้กระบวนการในการตรวจสอบมาตรฐานและจริยธรรมของแพทย์ได้เข้าสู่การพิจารณาของแพทยสภาตามขั้นตอนแล้ว




โดยทายาทของผู้เสียชีวิตยังมีสิทธิ์ที่จะดำเนินคดีทางแพ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 420 เพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทนฐานละเมิด และคดีอาญาในข้อหากระทำโดยประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 291 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท

ส่วนแพทย์นั้นก็ยังมีสิทธิตามกฎหมายที่จะต่อสู้คดีได้ ซึ่งในการพิจารณาคดีนั้น ทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยต่างก็จะแสดงพยานหลักฐานอันประกอบด้วยพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง พยานเอกสาร ซึ่งที่สำคัญคือเวชระเบียน และพยานผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ ที่ทั้งสองฝ่ายจะนำมาให้การหรือศาลมีหมายเรียกให้มาเบิกความ

เรื่องนี้ผมมีความเห็นว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในการรักษาซึ่งเป็นเรื่องเฉพาะตัวของแพทย์คนนั้น ดังนั้นเราควรจะรอให้แพทยสภาตัดสินในเรื่องมาตรฐานและจริยธรรมต่อไป และหากมีคดีแพ่งและคดีอาญาก็รอคำพิพากษาของศาลก่อนว่าคดีจะสิ้นสุดอย่างไร

แพทย์ที่เป็นผู้ถูกกล่าวหานั้นอายุ 72 ปี แต่ผมคิดว่าอายุไม่ใช่เป็นประเด็นเพราะจากที่ผ่านมาความผิดพลาดทางการแพทย์ที่เกิดขึ้นนั้นได้เกิดขึ้นกับแพทย์ทุกกลุ่มอายุในสถิติที่ไม่แตกต่างกันเมื่อเทียบกับจำนวนของแพทย์ในแต่ละกลุ่มอายุที่มีอยู่ในขณะนั้น



ข้อได้เปรียบของแพทย์ผู้สูงอายุคือมีประสบการณ์สูงกว่า ในขณะที่ข้อได้เปรียบของแพทย์รุ่นใหม่กว่าคือ การใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีที่คล่องแคล่วกว่า ส่วนการติดตามความรู้ ใหม่ๆ นั้นขึ้นอยู่กับแต่ละคน ทั้งแพทย์อาวุโสมากและอาวุโสน้อยต่างก็พยายามติดตามศึกษากันอยู่ตลอด
เรื่องภาวะสมองเสื่อมนั้นแต่ละโรงพยาบาลจะมีการตรวจและประเมินการทำงานเป็นระยะอยู่ตลอดด้วยวิธีการต่างๆในหลายรูปแบบ ซึ่งก็เคยพบว่ามีภาวะสมองเสื่อมบ้างแต่น้อยมาก ซึ่งเมื่อพบทางผู้บริหารก็จะขอให้หยุดตรวจรักษา แต่ในทางตรงกันข้าม ความจริงที่ปรากฏก็คือแพทย์สูงอายุเป็นส่วนใหญ่ขอเลิกทำงานแต่โรงพยาบาลขอร้องให้ทำงานต่อมากกว่า ทั้งนี้เนื่องจากทางรพ.เห็นว่ามีประสบการณ์สูง



ส่วนเรื่องการสื่อสารและการพูดจาที่ไม่เหมาะสมนั้นก็มีทุกกลุ่มอายุเช่นเดียวกันไม่มีความแตกต่าง ซึ่งเป็นอีโก้ของแต่ละคนไม่เกี่ยวกับอายุ

สุดท้ายนี้ผมจึงขอให้เพื่อนแพทย์ทุกท่านทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วยอย่างเต็มความรู้ความสามารถของตนเองตามภาวะวิสัยและพฤติการณ์ที่มีอยู่ในขณะนั้น โดยท่านที่มีอัตตาสูงก็ขอให้ลดลงให้เหลือน้อยที่สุด รวมทั้งการสื่อสารก็ขอให้เป็นไปอย่างสุภาพอ่อนโยนเสมือนผู้ป่วยเป็นญาติพี่น้องของท่านแล้วชีวิตของท่านจะมีความสุขและภาคภูมิใจในเกียรติยศและศักดิ์ศรีของความเป็นแพทย์ครับ

ด้วยความรักและปรารถนาดี

ศ.คลินิกเกียรติคุณนพ.อำนาจ กุสลานันท์

อดีตนายกแพทยสภา